บริษัทที่ใช้ระบบ ASRS ต้องมีลักษณะอย่างไร? เช็กก่อนลงทุนระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ

บริษัทที่ใช้ระบบ-ASRS

ในยุคที่ธุรกิจต้องบริหารสินค้าให้รวดเร็ว แม่นยำ และใช้พื้นที่คลังสินค้าอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ระบบ ASRS (Automated Storage and Retrieval System) กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้า โดยระบบสามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อัตโนมัติและซอฟต์แวร์เพื่อจัดเก็บสินค้าในตำแหน่งที่กำหนด และนำสินค้าออกมาเมื่อมีคำสั่งใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทจำเป็นต้องลงทุนใน ASRS เพราะการติดตั้งระบบอัตโนมัติต้องพิจารณาทั้งปริมาณสินค้า รูปแบบการจัดเก็บ ความถี่ในการเบิกจ่าย พื้นที่คลังสินค้า รวมถึงเป้าหมายด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจก่อนว่า บริษัทที่ใช้ระบบ ASRS มักมีลักษณะอย่างไร และธุรกิจของตนเองมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

ASRS คืออะไร?

ASRS หรือ Automated Storage and Retrieval System คือ ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติที่ใช้เครื่องจักร ระบบควบคุม และซอฟต์แวร์ในการนำสินค้าเข้าไปจัดเก็บและเรียกคืนจากตำแหน่งที่กำหนดไว้ โดยสามารถใช้กับสินค้าได้หลายรูปแบบ เช่น พาเลท กล่อง ถาด หรือตะกร้า ขึ้นอยู่กับประเภทของระบบที่เลือกใช้

ระบบ ASRS สามารถทำงานร่วมกับ WMS (Warehouse Management System) หรือ WCS (Warehouse Control System) เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายและติดตามตำแหน่งสินค้า ช่วยให้การจัดการคลังสินค้าเป็นระบบมากขึ้น ในปัจจุบัน ASRS มีหลายรูปแบบ เช่น Unit Load, Mini Load, Shuttle, Carousel และระบบจัดเก็บที่ใช้หุ่นยนต์ โดยแต่ละระบบเหมาะกับขนาด น้ำหนัก ปริมาณสินค้า และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน

บริษัทที่ใช้ระบบ ASRS มักมีลักษณะอย่างไร?

ลักษณะคลังสินค้า ASRS ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ

1. มีสินค้าหรือ SKU จำนวนมาก

หนึ่งในลักษณะสำคัญของบริษัทที่ใช้ระบบ ASRS คือมีสินค้าและ SKU จำนวนมากจนการจัดเก็บแบบเดิมเริ่มควบคุมได้ยาก เมื่อจำนวน SKU เพิ่มขึ้น การค้นหาสินค้า การจัดตำแหน่ง และการตรวจสอบสต็อกด้วยแรงงานคนอาจใช้เวลามากขึ้น ASRS จึงเข้ามาช่วยกำหนดตำแหน่งจัดเก็บและติดตามสินค้าอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องจัดการสินค้าหลากหลายรายการในพื้นที่จำกัด การใช้ระบบอัตโนมัติสามารถช่วยเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บและใช้พื้นที่แนวตั้งของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. มีปริมาณการจัดเก็บและเบิกจ่ายสูง

บริษัทที่มีสินค้าเข้าและออกจากคลังจำนวนมากในแต่ละวันอาจได้รับประโยชน์จาก ASRS มากกว่าธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้าไม่บ่อย หากพนักงานต้องเดินหรือใช้รถยกเพื่อค้นหาและนำสินค้าออกจากชั้นวางซ้ำ ๆ เวลาในการเดินทางภายในคลังจะกลายเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งของกระบวนการ ASRS สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สินค้าเคลื่อนมาหาผู้ปฏิบัติงานในระบบ Goods-to-Person ซึ่งช่วยลดการเดินและเพิ่มประสิทธิภาพการหยิบสินค้าได้ ดังนั้น ธุรกิจที่มี Order จำนวนมากหรือมีเป้าหมายเพิ่ม Throughput ของคลังสินค้า จึงเป็นกลุ่มที่ควรพิจารณาระบบ ASRS

3. มีพื้นที่คลังสินค้าอย่างจำกัด

พื้นที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญสำหรับบริษัทที่ใช้ระบบ ASRS หากธุรกิจต้องการเพิ่มจำนวนสินค้าคงคลัง แต่ไม่สามารถขยายอาคารหรือซื้อพื้นที่ใหม่ได้ การใช้พื้นที่แนวตั้งอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าให้มีความจุมากขึ้น ASRS สามารถออกแบบให้ใช้ชั้นวางสูงและทางเดินที่เหมาะสมกับระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถใช้พื้นที่ในแนวสูงและลดพื้นที่ที่จำเป็นสำหรับทางเดินหรือกิจกรรมบางประเภทได้ อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่สูงไม่ได้หมายความว่าควรติดตั้ง ASRS ทันที เพราะต้องพิจารณาความสูงอาคาร โครงสร้างพื้น ระบบดับเพลิง ความปลอดภัย และข้อจำกัดของพื้นที่ร่วมด้วย

4. ต้องการเพิ่มความแม่นยำในการจัดการสต็อก

หากธุรกิจประสบปัญหาสินค้าหาย หาไม่เจอ สต็อกไม่ตรง หรือหยิบสินค้าผิดบ่อย ระบบ ASRS อาจช่วยลดปัญหาจากกระบวนการทำงานแบบ Manual ได้ เนื่องจากระบบสามารถกำหนดและบันทึกตำแหน่งจัดเก็บ รวมถึงควบคุมกระบวนการนำสินค้าเข้าและออกจากระบบ ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าคงคลังได้เป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ASRS เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยข้อมูลสินค้าและการเชื่อมต่อกับระบบบริหารคลังสินค้าที่ถูกต้องด้วย

5. มีปัญหาด้านแรงงานหรือมีต้นทุนแรงงานสูง

บริษัทที่ใช้ระบบ ASRS มักเป็นบริษัทที่ต้องใช้พนักงานจำนวนมากในการยก เคลื่อนย้าย จัดเก็บ และหยิบสินค้า อาจพิจารณา ASRS เพื่อเปลี่ยนงานที่ทำซ้ำ ๆ ให้เป็นระบบอัตโนมัติ การลดงาน Manual ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องใช้พนักงาน แต่ช่วยให้พนักงานเปลี่ยนไปทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่น การควบคุมระบบ ตรวจสอบคุณภาพ หรือบริหารกระบวนการจัดการ และเคลื่อนย้ายสินค้าภายในคลังสินค้า MH (Material Handling) ระบุว่าหนึ่งในเหตุผลที่ผู้ใช้งานเลือก ASRS คือความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แรงงาน พร้อมเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการจัดการสินค้า

6. ต้องการเพิ่มความเร็วในการ Fulfillment

ธุรกิจ E-commerce, Retail, Distribution Center หรือธุรกิจที่ต้องจัดส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว อาจมีความต้องการด้าน Throughput สูงกว่าคลังสินค้าทั่วไป หากระบบจัดเก็บและหยิบสินค้าแบบเดิมกลายเป็นคอขวด การนำ ASRS เข้ามาช่วยอาจทำให้กระบวนการจัดเก็บและเบิกจ่ายเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อออกแบบให้เชื่อมต่อกับระบบลำเลียง จุด Picking และระบบบริหารคลังสินค้า

7. มีข้อมูลสินค้าและกระบวนการทำงานที่ชัดเจน

ก่อนลงทุน ASRS บริษัทควรรู้ข้อมูลพื้นฐานของคลังสินค้าของตัวเอง เช่น

  • จำนวน SKU
  • ปริมาณสินค้าคงคลัง
  • น้ำหนักและขนาดสินค้า
  • จำนวนรายการรับเข้าและจ่ายออก
  • จำนวน Order ต่อวัน
  • ช่วงเวลาที่มี Peak Demand
  • อัตราการหมุนเวียนของสินค้า
  • ความสูงของอาคาร
  • พื้นที่ที่สามารถติดตั้งระบบได้

ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเลือกประเภทและขนาดของ ASRS เพราะระบบที่เหมาะกับสินค้าพาเลทขนาดใหญ่ อาจไม่เหมาะกับสินค้าขนาดเล็กหรือสินค้าที่ต้องหยิบทีละชิ้น

ธุรกิจประเภทไหนเหมาะกับ ASRS?

ดูแลสต็อกสินค้าด้วยระบบ ASRS ระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ

บริษัทที่ใช้ระบบ ASRS สามารถพบได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่มีปริมาณสินค้าและความต้องการด้านความเร็วหรือความแม่นยำสูง เช่น

  • โรงงานผลิตสินค้า
  • ศูนย์กระจายสินค้า
  • ธุรกิจ E-commerce
  • Retail
  • 3PL และ Logistics
  • ธุรกิจ Automotive
  • Pharmaceutical
  • Food & Beverage
  • ธุรกิจ Cold Chain

ASRS สามารถนำไปใช้จัดเก็บได้ทั้งวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป โดยประเภทระบบที่เลือกจะต้องสอดคล้องกับลักษณะของสินค้าและกระบวนการทำงาน

เช็ก 6 ข้อก่อนลงทุนระบบ ASRS

ก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะเลือก ASRS ยี่ห้อไหนดี?” แต่ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาและข้อมูลของคลังสินค้าก่อน

1. ต้องการแก้ปัญหาอะไร?

กำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการใช้ ASRS เพื่อแก้ปัญหาเรื่องใด เช่น พื้นที่ไม่พอ หยิบสินค้าช้า สต็อกไม่แม่นยำ ต้นทุนแรงงานสูง หรือ Throughput ไม่เพียงพอ

2. ปริมาณสินค้าเหมาะสมหรือไม่?

ควรวิเคราะห์ทั้งจำนวน SKU ปริมาณสินค้าคงคลัง และจำนวนครั้งในการจัดเก็บหรือเบิกจ่าย เพราะระบบ ASRS มีหลายรูปแบบและไม่ได้เหมาะกับทุก Load Profile

3. อาคารรองรับระบบหรือไม่?

ต้องตรวจสอบความสูงอาคาร พื้นรับน้ำหนัก โครงสร้าง ทางเข้าออก ระบบไฟฟ้า ระบบดับเพลิง และพื้นที่สำหรับติดตั้งเครื่องจักร

4. ระบบสามารถเชื่อมต่อกับ WMS หรือ ERP ได้หรือไม่?

ASRS ไม่ควรพิจารณาเป็นเพียงเครื่องจักรแยกส่วน แต่ควรมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบคลังสินค้า การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง ASRS, WMS, WCS หรือ ERP ช่วยให้การควบคุมและติดตามสินค้าเป็นระบบมากขึ้น

5. คำนวณ ROI ก่อนลงทุน

การลงทุนควรเปรียบเทียบต้นทุนกับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เช่น ค่าแรงที่ลดลง พื้นที่ที่ประหยัดได้ ความสามารถในการรองรับสินค้าเพิ่มเติม และการเพิ่ม Throughput ไม่ควรประเมินจากราคาเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของระบบด้วย

6. มีแผนรองรับการเติบโตหรือไม่?

หากธุรกิจมีแผนเพิ่ม SKU เพิ่ม Order หรือขยายกำลังการผลิตในอนาคต ควรพิจารณาความสามารถในการขยายระบบตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ การวางระบบให้รองรับการเติบโตตั้งแต่ต้นอาจช่วยลดปัญหาการต้องรื้อหรือเปลี่ยนระบบครั้งใหญ่ในอนาคต

ASRS ไม่ได้เหมาะกับทุกบริษัท

แม้ ASRS จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บ เพิ่มความเร็ว และลดการพึ่งพางาน Manual ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคลังสินค้าควรติดตั้งระบบอัตโนมัติ หากธุรกิจมีสินค้าไม่มาก การหมุนเวียนต่ำ หรือกระบวนการจัดเก็บมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนระบบขนาดใหญ่อาจไม่คุ้มค่า ในทางกลับกัน หากบริษัทมีปริมาณสินค้าและ Order สูง พื้นที่จำกัด ต้องการความแม่นยำ และมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว ASRS อาจเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

สรุปแล้วบริษัทที่ใช้ระบบ ASRS ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง

บริษัทที่ใช้ระบบ ASRS มักเป็นธุรกิจที่มีปริมาณสินค้าและการเคลื่อนไหวของสินค้าในระดับสูง ต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าให้คุ้มค่า ลดงาน Manual เพิ่มความแม่นยำ และยกระดับความเร็วในการจัดเก็บและเบิกจ่าย อย่างไรก็ตาม การลงทุน ASRS ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลจริงของคลังสินค้า ไม่ควรเลือกเทคโนโลยีจากกระแสหรือความทันสมัยเพียงอย่างเดียว เพราะ ASRS แต่ละประเภทมีความเหมาะสมกับสินค้า Layout และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน หากวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านตั้งแต่ต้น บริษัทจะสามารถเลือกโซลูชัน ASRS ที่เหมาะกับปริมาณสินค้า พื้นที่ และเป้าหมายทางธุรกิจ พร้อมประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

หากกำลังพิจารณานำระบบ ASRS มาใช้ในคลังสินค้า AEI Solution พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบโซลูชันระบบคลังสินค้าอัตโนมัติให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจ โดยวิเคราะห์พื้นที่ ปริมาณสินค้า และกระบวนการทำงาน เพื่อช่วยให้การลงทุน ASRS ตอบโจทย์การใช้งานจริงและเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้าในระยะยาว ติดต่อ AEI Solution เพื่อปรึกษาแนวทางการวางระบบ ASRS ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณได้เลย   

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริษัทที่ใช้ระบบ ASRS

เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าจำนวนมาก มี SKU หลากหลาย มีการจัดเก็บและเบิกจ่ายเป็นประจำ หรือมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และแรงงาน เช่น โรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า E-commerce, Retail, 3PL, Automotive, Pharmaceutical และ Food & Beverage

สามารถใช้ได้ แต่ควรเลือกประเภทและขนาดของระบบให้เหมาะกับปริมาณสินค้าและงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบขนาดใหญ่เสมอไป เพราะ ASRS มีหลายรูปแบบตั้งแต่ระบบสำหรับสินค้าขนาดเล็กไปจนถึงระบบสำหรับพาเลท

ASRS สามารถช่วยลดงานที่ต้องใช้แรงงานคน เพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บ ลดเวลาในการค้นหาและหยิบสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการคลังสินค้า แต่ผลประหยัดจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบการทำงานและการออกแบบระบบของแต่ละบริษัท

ควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวน SKU ปริมาณสินค้าคงคลัง ขนาดและน้ำหนักสินค้า จำนวน Order ต่อวัน ความถี่ในการรับ-จ่ายสินค้า Peak Volume พื้นที่และความสูงอาคาร รวมถึงข้อมูลจาก WMS หรือ ERP หากมี

ไม่จำเป็นในทุกกรณี แต่การเชื่อมต่อกับ WMS, WCS หรือ ERP สามารถช่วยให้ข้อมูลตำแหน่งสินค้า การจัดเก็บ และการเบิกจ่ายทำงานสอดคล้องกันมากขึ้น โดยเฉพาะคลังสินค้าที่มีปริมาณงานสูงและต้องการควบคุม Inventory แบบเป็นระบบ



Share:

บทความน่าสนใจ